เครื่องดูดไขมันต่างกันยังไงเลือกแบบไหนดี-PAL
เครื่องดูดไขมัน ต่างกันยังไง เลือกแบบไหนดี - PAL
เวลาพูดถึงการดูดไขมัน หลายคนมักโฟกัสว่า “ดูดตรงไหน” แต่จริง ๆ แล้วอีกเรื่องที่สำคัญไม่แพ้กันคือ ใช้เครื่องระบบอะไร เพราะเครื่องดูดไขมันแต่ละแบบใช้พลังงานไม่เหมือนกัน และมีจุดเด่นต่างกัน

มาทำความรู้จักเครื่องดูดไขมัน 4 แบบที่พบได้บ่อยกันว่าแต่ละระบบทำงานอย่างไร

คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ Ultrasound-Assisted Liposuction

ระบบนี้ใช้พลังงาน คลื่นเสียงอัลตราซาวด์ เปลี่ยนเป็นพลังงานความร้อน เพื่อช่วยให้เซลล์ไขมันแตกตัวและกลายเป็นของเหลว ทำให้ดูดออกได้ง่ายขึ้น
จุดเด่นของ Ultrasound-Assisted Liposuction หรือ UAL คือช่วยจัดการกับไขมันที่มีความหนาแน่นสูง รวมถึงบริเวณที่มีพังผืด จึงเหมาะกับจุดที่ดูดได้ยาก

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่มีไขมันค่อนข้างแน่น หรือมีพังผืดในบริเวณที่ต้องการดูด เช่น หน้าท้อง หลัง หรือหน้าอกผู้ชาย โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินว่าระบบนี้เหมาะกับสภาพไขมันและผิวของแต่ละคนหรือไม่

สิ่งที่ควรรู้

เนื่องจาก UAL ใช้พลังงานความร้อน จึงต้องควบคุมพลังงานและเทคนิคอย่างเหมาะสม เพื่อป้องกันความร้อนสะสมและการบาดเจ็บของผิวหนัง และเนื่องจากเป็นระบบที่มีควมาร้อน จึงไม่สามารถนำไขมันมาเติมต่อได้
เครื่องดูดไขมันแต่ละแบบ ต่างกันอย่างไร - Ultrasound-Assisted Liposuction
ที่มา: dreamplasticsurgery

พลังงานกล Power-Assisted Liposuction หรือ PAL

Power-Assisted Liposuction หรือ PAL ใช้ แรงสั่นสะเทือนจากหัวดูด ช่วยให้ไขมันแตกตัว แทนการใช้พลังงานความร้อน
แรงสั่นสะเทือนนี้ช่วยให้หัวดูดเข้าถึงไขมันที่เหนียวหรือมีพังผืดได้ง่ายขึ้น รวมถึงบริเวณที่ดูดได้ยาก จึงเหมาะกับการเก็บรายละเอียดรูปร่างและสัดส่วน
อีกหนึ่งจุดเด่นของ PAL คือสามารถใช้สร้างแนวกล้ามเนื้อ เช่น Six Pack หรือ Sexy Line ได้ โดยแพทย์จะออกแบบแนวการดูดให้เข้ากับโครงสร้างร่างกายของแต่ละคน

ทำไมหลายคนเลือก PAL เมื่อต้องการนำไขมันไปเติมเต็ม?

เพราะ PAL ใช้การสั่นสะเทือน ไม่ได้ใช้ความร้อนในการสลายไขมัน เซลล์ไขมันจึงมีโอกาสคงสภาพอยู่ได้สูงกว่า และสามารถนำไปคัดแยกเพื่อเติมเต็มต่อได้
อย่างไรก็ตาม ไขมันที่ดูดออกมาไม่ได้สามารถนำไปใช้ได้ทั้งหมด ต้องผ่านการคัดแยกและเตรียมก่อนนำไปเติมเต็ม โดยแพทย์จะเป็นผู้ประเมินคุณภาพและปริมาณของไขมันอีกครั้ง

%E0%B9%80%E0%B8%84%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B9%88%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%94%E0%B8%B9%E0%B8%94%E0%B9%84%E0%B8%82%E0%B8%A1%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B9%81%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%A5%E0%B8%B0%E0%B9%81%E0%B8%9A%E0%B8%9A%E0%B8%95%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B1%E0%B8%99%E0%B8%AD%E0%B8%A2%E0%B9%88%E0%B8%B2%E0%B8%87%E0%B9%84%E0%B8%A3-Power-AssistedLiposuction%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B7%E0%B8%ADPAL

พลังงานน้ำ Water-Assisted Liposuction

ใช้ น้ำแรงดัน เป็นตัวช่วยแยกเซลล์ไขมันออกจากเนื้อเยื่อโดยรอบ ก่อนดูดไขมันออกมา
จุดเด่นของระบบนี้คือไม่ใช้ความร้อนเป็นตัวหลัก จึงช่วยลดการกระทบต่อเนื้อเยื่อไขมันและไม่ทำให้ผิวสัมผัสความร้อนโดยตรง

จุดเด่นที่ควรรู้

ใช้น้ำช่วยแยกเซลล์ไขมัน ไม่ใช้ความร้อน ไขมันที่ได้จึงนำไปเติมเต็มต่อได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องผิวไหม้จากความร้อนในแบบเดียวกับระบบที่ใช้พลังงานความร้อน ไขมันที่ได้ สามารถนำไปคัดแยกเพื่อเติมเต็มต่อได้ เพราะไม่ได้ถูกทำลายด้วยความร้อนโดยตรง

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่ต้องการดูดไขมันหลายบริเวณ หรือให้ความสำคัญกับการเก็บไขมันไปเติมเต็มต่อ

สิ่งที่ควรรู้

แม้จะใช้พลังงานน้ำ แต่การดูดไขมันยังเป็นหัตถการที่อาจมีอาการบวม ช้ำ น้ำคั่ง หรือความเสี่ยงอื่น ๆ ได้
และไม่ได้มีคุณสมบัติกระชับผิวโดยอัตโนมัติ หากมีผิวหย่อนมาก แพทย์อาจแนะนำให้ประเมินวิธีอื่นร่วมด้วย

เครื่องดูดไขมันแต่ละแบบ ต่างกันอย่างไร - Water-Assisted Liposuction
ที่มา: methode-wal

คลื่นความถี่วิทยุ Radio Frequency Assisted Liposuction

ใช้พลังงานจาก คลื่นความถี่วิทยุ ส่งความร้อนลงไปยังชั้นใต้ผิวหนัง เพื่อช่วยสลายไขมันและทำให้เส้นใยคอลลาเจนหดตัว
จุดเด่นของ RFAL คือสามารถช่วยดูดไขมันและดูแลเรื่องความกระชับของผิวไปพร้อมกัน จึงเหมาะกับบริเวณที่มีไขมันเฉพาะจุดและต้องการให้ผิวดูเรียบกระชับขึ้น

เหมาะกับใคร?

เหมาะกับผู้ที่มีไขมันเฉพาะจุดในปริมาณไม่มาก และต้องการดูดไขมันพร้อมช่วยกระชับผิวในบริเวณเดียวกัน
อย่างไรก็ตาม ผลลัพธ์ด้านความกระชับแตกต่างกันในแต่ละคน ขึ้นอยู่กับอายุ ความยืดหยุ่นของผิว ปริมาณผิวหย่อน และเทคนิคของแพทย์


สิ่งที่ควรรู้

RFAL เป็นระบบที่ใช้ความร้อน จึงต้องควบคุมพลังงานและอุณหภูมิอย่างเหมาะสม และเนื่องจากเป็นระบบที่มีควมาร้อน จึงไม่สามารถนำไขมันมาเติมต่อได้
เครื่องดูดไขมันแต่ละแบบ ต่างกันอย่างไร - Radio Frequency Assisted Liposuction
ที่มา: intechopen